สุราษฎร์ธานีน้ำลดเตรียมเร่งฟื้นฟู

สุราษฎร์ธานีน้ำลดเตรียมเร่งฟื้นฟู  ซ่อมแซมบ้านเรือน

เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2560 นายสนิท ศรีวิหค ปลัดจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผย “ผู้สื่อข่าว” ถึงการดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยหลังจากพื้นที่ส่วนใหญ่กลับเข้าสู่ภาะปกติ เหลือเพียง 2 อำเภอ จำนวน 18 หมู่บ้าน พื้นที่ๆ อยู่ริมแม่น้ำตาปีซึ่งยังมีน้ำท่วมขังอยู่ประมาณ 1,725 ครัวเรือน ว่าหลังจากที่รัฐบาลกำหนดให้เข้าสู่การฟื้นฟูมาตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค.2560

สำหรับจังหวัดสุราษฎร์ธานีการฟื้นฟูจะเริ่มจากการสร้างบ้านเรือนราษฎรที่ได้รับความเสียหายทั้งหลัง โดยเริ่มลงมือจากอ.กาญจนดิษฐ์ ซึ่งบ้านเรือนที่เสียหายทั้งหลังมีอยู่ทั้งสิ้น 51 หลัง ส่วนที่เสียหายบางส่วนมีประมาณ 800 กว่าหลัง โดยได้มีการแบ่งงานกันตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 ม.ค.2560 ที่ผ่านมาว่า หน่วยไหนจะเข้าไปซ่อม หน่วยไหนจะเข้าไปสร้าง การแบ่งงานสร้างบ้าน และซ่อมบ้าน ประกอบด้วยฝ่ายปกครอง ฝ่ายทหาร ฝ่ายอาชีวะ ฝ่ายตำรวจ และกองบิน 7 โดยจะมีการแบ่งกันว่าใคร หน่วยไหนรับไปจำนวนกี่หลัง แบ่งกันตามพื้นที่ แบ่งเป็นจำนวนหลังกันเลย ระบุชื่อ ระบุพิกัดกันไปเลยว่าใครรับผิดชอบหลังไหน แบ่งกันชัดเจน

โดยทางโยธิการและผังเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี จะรับผิดชอบในการจัดหาวัสดุก่อสร้าง คาดว่าวันพุธที่ 1 ก.พ.2560 จะพยายามจัดส่งวัสดุก่อสร้างให้ถึงจุดที่สร้างบ้าน เริ่มจากบ้านที่เสียหายทั้งหลังก่อนเป็นอันดับแรก และจะเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่รัฐบาลกำหนดคือจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน  สำหรับงบประมาณที่ใช้สำหรับการสร้างและซ่อมบ้านที่ได้รับความเสียหายทั้งหลังและบางส่วนนั้นมีการแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย 1.บ้านที่เสียหายทั้งหลังจำนวน 51 หลัง ใช้งบประมาณหลังละ 230,000 บาท 2.ส่วนบ้านเสียหายบางส่วน (เสียหายมาก) ตั้งแต่ 30-70 เปอร์เซ็นต์ หลังละไม่เกิน 70,000 บาท

และ3.เสียหายบางส่วน (เสียหายไม่มาก) น้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ลงมา หลังละ 15,000 บาท ซึ่งบ้านที่เสียหายไม่มากก็จะให้ชาวบ้านกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยกันซ่อมกับผู้ใหญ่บ้าน โดยทางจังหวัดจะไม่เอาเครื่องจักร เครื่องไม้ เครื่องมือและกำลังพลเข้าไปเพราะไม่คุ้ม เนื่องจากเป็นความเสียหายไม่มาก เล็กๆ น้อย ๆ ในท้องถิ่นดำเนินการ

ปาระเบิดกลางงานปปิดทองวัด

ปาระเบิดกลางงานปปิดทองวัดในฉะเชิงเทราตาย4เจ็บ5

ฉะเชิงเทรา วันที่29ม.ค.60เวลา01.00น. ร.ต.อ.ธเนศ ศรีสงคราม รองสารวัตรเวรสอบสวน สภ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ได้รับแจ้งเกิดเหตุ กลุ่มวัยรุ่นสองกลุ่มเขม่นกันภายในวัดอัมพวัน หรือวัด กม.7ตั้งอยู่ริมถนนสาย3259เดิม (สนามชัยเขต-ท่าตะเกียบ) พื้นที่ ม.6ต.ลาดกระทิง อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ก่อนมีการขว้างระเบิดใส่กันจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตในที่เกิดเหตุจำนวนหลายราย จึงเดินทางไปสอบสวนยังในที่เกิดเหตุ พร้อม ร.ต.อ.บรรทม รามพัด รอง สวป. สภ.สนามชัยเขต และกำลังฝ่ายสืบสวน
ที่เกิดเหตุภายในบริเวณลานวัดด้านหน้าอาคารเรียนโรงเรียนวัด กม.7พบหลุมระเบิดไม่ทราบชนิด ขนาดกว้างประมาณ40ซม. ลึกประมาณ15-20ซม. อยู่ที่บริเวณใกล้กับแท่นบูชาพระพุทธรูปด้านหน้าเสาธงโรงเรียน พบโต๊ะนั่ง และเก้าอี้ ล้มกระจัดกระจายเกลื่อน และมีกองเลือดหยดอยู่บนพื้นถนนคอนกรีต จำนวนหลายกอง
ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น ได้ถูกชาวบ้านช่วยกันรำเรียงนำส่งไปยัง รพ.สนามชัยเขต ทั้งหมดแล้ว จำนวน9ราย โดยได้เสียชีวิตไปก่อนหน้านั้นแล้ว จำนวน3ราย และเสียชีวิตยังที่ รพ.สนามชัยเขต อีก1ราย รวม4ราย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสมีจำนวน4ราย ได้บาดเจ็บจากการถูกสะเก็ดระเบิดเพียงเล็กน้อยจำนวน1ราย รวม5ราย แพทย์จึงอนุญาตให้กลับบ้านได้1ราย
จากการสอบสวน นายเสน่ห์ ทำคำ อายุ50ปี อยู่บ้านเลขที่102ม.6ต.ลาดกระทิง อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่า ที่วัดประจำหมู่บ้านแห่งนี้ ได้จัดพิธีงานบุญปิดทองฝังลูกนิมิตโบสถ์หลังใหม่ที่เพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ ระหว่างวันที่26-30ม.ค.60โดยในงานนั้นก็ไม่ได้มีดนตรีอึกกระทึกครึกโครมอะไรมากนัก มีเพียงการละเล่นรำวงแบบพื้นบ้าน ที่เป็นการรื่นเริงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และการจัดงานในคืนวันนี้ก็ได้เลิกราลงไปแล้วตั้งแต่เมื่อเวลา23.30น. แต่ก็ยังคงมีกลุ่มวัยรุ่นนั่งกันอยู่ภายในวัดอยู่จำนวน2กลุ่ม ก่อนที่จะเกิดเหตุการปาระเบิดขึ้น โดยไม่ทราบสาเหตุว่าเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร
ขณะเดียวกัน ร.ต.อ.บรรทม ซึ่งเดินทางมาควบคุม และเฝ้าพื้นที่จุดเกิดเหตุเอาไว้ กล่าวว่า ขณะนี้ได้รายงานไปยังผู้บังคับบัญชาระดับสูงให้ทราบแล้ว และยังคงอยู่ระหว่างรอให้ทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้ามาตรวจสอบเก็บหลักฐาน เพื่อหารายละเอียดในที่เกิดเหตุประกอบการสืบสวนหาตัวผู้ก่อเหตุปาระเบิดในครั้งนี้มาดำเนินคดีต่อไป

ออกหมายเรียกผู้ต้องสงสั

ออกหมายเรียกผู้ต้องสงสัยขับรถปาเจโร่ชนแล้วหนีที่โคราช

ความคืบหน้ากรณีโลกออนไลน์แชร์คลิปอุบัติเหตุชนแล้วหนี เหตุเมื่อช่วงเย็นของวันที่31ธันวาคมที่ผ่านมา เวลาประมาณ 17.40 น. รถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชชิ ปาเจโร สีขาว ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ได้วิ่งเสียหลักเบียดเข้ากระแทกรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ ดีแมกซ์ หมายเลขทะเบียน ตม9938 กรุงเทพมหานคร จนรถยนต์กระบะพลิกคว่ำหลายตลบข้ามเลนไปชนกับรถยนต์เก๋งที่วิ่งมาทางถนนเลนฝั่งตรงข้าม เหตุเกิดบริเวณถนนราชสีมา-ปักธงชัย ฝั่งขาออก บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านไชยมงคล ตำบลไชยมงคล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยหลังเกิดเหตุชายคนขับรถยนต์ปาเจโร่ และหญิงสาวที่นั่งมากับรถได้เดินลงไปดูเหตุการณ์เป็นเวลานานกว่า 2 นาที แต่สักพักชายคนขับรถก็ได้รีบขึ้นรถขับหลบหนีไปโดยไม่ยอมให้การช่วยเหลือ ขณะเกิดเหตุกล้องวงจรปิดบนถนนสามารถจับภาพเหตุการณ์ไว้ได้ และทางญาติของรถคู่กรณีผู้บาดเจ็บก็ได้นำคลิปภาพไปโพสต์เพื่อให้โลกออนไลน์ช่วยติดตามจับกุมคนขัยรถปาเจโร่มาดำเนินคดี     ล่าสุด เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 29 มกราคม 2560 นายธงชัย บุญมีบุตร พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ คนขับรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ ดีแมกซ์ พร้อมด้วยนางสาลิณี ศิริมงคล คนขับรถยนต์เก๋ง ผู้เสียหายทั้งสองคน ได้เดินทางเข้าให้ปากคำกับ ร้อยตำรวจเอก อภินันท์ สุวรรณอัมพร พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโพธิ์กลาง เจ้าของคดี

นายธงชัย ให้การว่า เมื่อวันที่เกิดเหตุตน และครอบครัวรวม 4 คน กำลังเดินทางกลับจากเยี่ยมญาติที่จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งช่วงเวลานั้นมีฝนตกลงมาโปรยปรายทำให้ถนนค่อนข้างลื่น และเมื่อตนขับรถยนต์กระบะมาถึงที่เกิดเหตุก็เห็นรถยนต์ปาเจโร่ขับพุ่งเข้ามาชนด้านข้างของรถ ทำให้รถเสียหลักพลิกคว่ำไปชนรถยนต์เก๋งฝั่งตรงข้าม หลังเกิดเหตุลูกสาวทั้ง 2 คน คนโตอายุ 10 ปี และคนเล็กอายุ 5 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังเกิดเหตุได้เห็นหน้าคนขับรถปาเจโร่ เนื่องจากคนขับรถยนต์ปาเจโร่เป็นคนอุ้มลูกสาวคนโตมาให้ ก็พอจำใบหน้าของคนขับรถปาเจโร่ได้ ล่าสุดอาการลูกสาวทั้งสองคนปลอดภัยดีแล้ว จึงอยากให้คนขับรถปาเจโร่ออกมารับผิดชอบต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

ขณะที่นางสาลิณี คนขับรถยนต์เก๋งที่วิ่งมาทางฝั่งตรงข้ามให้การว่า ขณะเกิดเหตุขับรถมากับเพื่อนรวม 2 คน เห็นรถยนต์กระบะพลิกคว่ำพุ่งมาชนรถ ทำให้เพื่อนที่นั่งมาด้วยกันได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกต้นคอเคลื่อน และขณะนี้ยังคงเข้าเฝือกที่ต้นคออยู่

ร.ต.อ.อภินันท์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดีว่า ได้ออกหมายเรียกชายผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าเป็นคนขับรถยนต์ปาเจโร่แล้ว เพราะหลังจากมีการนำเสนอข่าวออกไปทำให้มีพลเมืองดีโทรศัพท์แจ้งเบาะแสให้ตำรวจทราบ เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นก็มีหลักฐานพอเชื่อได้ว่าน่าจะเป็นคนขับรถปาเจโร่คันที่ก่อเหตุ ซึ่งหากออกหมายเรียกแล้วยังไม่มาพบกับพนักงานสอบสวน ก็ต้องดำเนินการออกหมายจับต่อไป

สุริยะใส จี้รัฐบาลต้องแอ็คชั่น

“สุริยะใส”จี้รัฐบาลต้องแอ็คชั่นปมปัญหาสินบนโรลส์-รอยซ์
“สุริยะใส”จี้รัฐบาลต้องแอ็คชั่นปมปัญหาสินบนโรลส์-รอยซ์ มากกว่านี้ ถ้าไม่ประกาศใช้ม.44 จัดการปัญหา ข้องใจปตท.ได้บริษัทธรรมาภิบาลหลายครั้ง แต่กลับมีข่าวฉาวโฉ

29 ม.ค. 60 -  นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฯ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และ ผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวถึงการปมปัญหาสินบนโรลส์-รอยซ์ ว่า ตนเห็นว่ากรณีทุจริตสินบนโรลส์-รอยช์ ที่โยงกับรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ หลายบริษัทของไทยในขณะนี้ รัฐบาลต้องมีท่าทีเชิงรุกมากกว่านี้ ไม่ใช่ปล่อยองค์กรต่างๆ ดำเนินการกันตามลำพัง ซึ่งอาจทำให้ประเทศต้นทางสับสนว่าหน่วยงานใดเป็นองค์กรหลักมีอำนาจในการตรวจสอบกันแน่ และในขณะนี้องค์กรที่ถูกพาดพิงก็มีการขอข้อมูลไปที่ต้นทาง แต่ก็จะมีปัญหาว่าผลการตรวจสอบจะน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับหรือไม่ เพราะเป็นการตรวจสอบกันเองภายในเท่านั้น

” ถ้ารัฐบาลไม่ใช้อำนาจตาม มาตรา 44 ก็ต้องมีท่าที และมาตรการเชิงรุกมากกว่านี้ โดยต้องมีเจ้าภาพมีกลไกที่น่าเชื่อถือติดตามตรวจสอบเรื่องนี้คู่ขนานไปกับองค์กรหลักอย่าง ปปช. เพื่อรายงานต่อสังคมเป็นระยะๆ ส่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ท่าทีรัฐในเชิงรุกจะทำให้มีความน่าเชื่อถือในกระบวนการตรวจสอบมากกว่าให้ ปปช. หรือ ปปง ตรวจสอบไปตามลำพัง เพราะอาจมีปัญหาเรื่องอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายตรวจสอบไปไม่ถึงหรือดำเนินการได้ไม่จริง จะว่าไปแล้วประเทศไทยเราก็มีข้อตกลงและสนธิสัญญากับสหประชาชาติหรือ UN ในเรื่องของการปราบปรามการทุจริตและการควบคุมการฟอกเงินอยู่แล้ว ก็สามารถขอความร่วมมือหรือเข้าไปตรวจสอบในเรื่องนี้ร่วมกับองค์กรต่างประเทศหรือหน่วยงานต้นทางได้เลย ” นายสุริยะใส กล่าว

นายสุริยะ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศ โดยเฉพาะการทุจริตในแวดวงรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาความไม่โปร่งใสมายาวนาน และรัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจวางระบบการบริหารให้มีความเป็นธรรมาภิบาลมากขึ้น เป็นไปได้อย่างไรองค์กรอย่าง ปตท.และรัฐวิสาหกิจหลายแห่งได้รางวัลบริษัทธรรมาภิบาลมาหายครั้ง แต่มีข่าวฉาวโฉ่แบบนี้เกิดขึ้น การปฎิรูปรัฐวิสาหกิจจึงควรเป็นวาระสำคัญในกณะกรรมการ ปยป.ด้วย

ไม่ใช้ ม.44 จัดการคดี

ไม่ใช้ ม.44 จัดการคดี “สินบนโรลส์รอยซ์”
รัฐบาลยืนยันไม่ใช้ ม.44 เร่งรัดคดีทุจริตสินบนโรลส์-รอยซ์ ย้ำมีกฎหมายปกติบังคับใช้อยู่แล้ว ปลื้มสังคมใส่ใจปัญหาคอร์รัปชันมากขึ้น

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกระแสข่าวที่สื่อมวลชนและคนในสังคมแสดงความเป็นห่วงเรื่องการตรวจสอบปัญหาการทุจริตรับสินบนกรณีโรลส์-รอยซ์ ของบริษัทการบินไทย บริษัท ปตท. และบริษัททีโอที ว่าอาจล่าช้า โดยเสนอให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อเร่งรัดการดำเนินงานนั้น ว่า

“ท่านนายกฯ เข้าใจความห่วงใยของสังคมที่ต้องการให้เร่งรัดชี้ผิดชี้ถูก เพื่อจะได้หายกังขาว่ามีใครเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือไม่ แต่รัฐบาลก็ต้องคำนึงถึงความถูกต้องเหมาะสมในขั้นตอนการปฏิบัติต่าง ๆ เพราะเรื่องนี้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เช่น ป.ป.ช. และ สตง. ซึ่งมีกฎหมายปกติที่จะนำไปใช้บังคับอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 เข้ามาดำเนินการ เช่นเดียวกับกรณีจำนำข้าวที่ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ โดยผู้ถูกกล่าวหามีโอกาสสู้คดีได้ อย่างโปร่งใสและยุติธรรม”

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า การใช้มาตรา 44 จะเกิดขึ้นเฉพาะเรื่องที่สำคัญจำเป็นเท่านั้น เช่น เรื่องที่มีปัญหาติดขัดในข้อกฎหมายเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เรื่องที่มีขั้นตอนกระบวนการยุ่งยากซับซ้อน หากล่าช้าจะเกิดผลเสียหายต่อส่วนรวม เป็นต้น นอกจากนี้ หากใช้กฎหมายพิเศษในกรณีนี้อาจถูกคนบางกลุ่มเชื่อมโยงเป็นประเด็นทางการเมือง และไม่ยอมรับผลการตรวจสอบได้ เช่นเดียวกับที่เคยไม่ยอมรับการผลการตรวจสอบของ คตส. แม้หลายคดีจะตัดสินไปแล้วก็ตาม

“ส่วนเรื่องที่มีผู้เสนอให้แก้ไขกฎหมาย ป.ป.ง.และนำข้อตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการฟอกเงินมาใช้แก้ปัญหากรณีโรลส์-ลอยซ์นั้น ท่านนายกฯ  ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปศึกษารายละเอียดว่า จะดำเนินการได้แค่ไหนอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด”

ทั้งนี้นายกฯพอใจที่ทุกคนในสังคมเริ่มให้ความสำคัญกับการต่อต้านการทุจริตมากขึ้น โดยยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวลหรือไม่ได้รับโทษ และอยากเห็นการดำเนินงานเป็นไปด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม แต่ทุกขั้นตอนจะต้องทำด้วยความรอบคอบและรับฟังข้อมูลรอบด้าน จึงอาจใช้เวลาบ้าง แต่เชื่อมั่นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะปฏิบัติหน้าที่อย่างที่ดีสุดเพื่อประเทศชาติ

องอาจ แนะใช้วิกฤติเปิดโปงคอรัปชั่น

องอาจ แนะใช้วิกฤติเปิดโปงคอรัปชั่น ยกเครื่องรัฐวิสาหิจ
“รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ” แนะ ใช้วิกฤติเปิดโปงคอรัปชั่น ยกเครื่องรัฐวิสาหิจ – ป้องกันคนแสวงหาผลประโยชน์ เชื่อประเทศเดินหน้าไกลหากทำได้

29 ม.ค. 60 -  นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการรับสินบนข้ามชาติที่ถูกเปิดเผยออกมาอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ ว่า  จะเห็นได้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสินบนข้ามชาติคือรัฐวิสาหกิจทั้งนั้น ทั้งการบินไทย ปตท., การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และ ทีโอที เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐวิสาหกิจมีปัญหาเรื่องการทุจริต คอร์รัปชัน กันอย่างแพร่หลาย ถึงขนาดที่อดีตอนุกรรมการประเมินผลรัฐวิสาหิจของกระทรวงการคลังท่านหนึ่งเคยระบุว่า การจัดซื้อจัดจ้างในรัฐวิสาหกิจไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 – 70 มีปัญหารับเงินใต้โต๊ะ ทำกันจนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติปกติ เพราะฉะนั้นในเมื่อมีโอกาสเปิดโปงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ของรัฐวิสาหกิจหลายแห่งขณะนี้ เป็นที่สร้างความเสียหายให้กับชื่อเสียงของประเทศไทยอย่างมาก จึงควรที่รัฐบาลใช้วิกฤตจากสินบนข้ามชาติครั้งนี้ให้เป็นโอกาสในการสังคายนารัฐวิสาหกิจไทยทั้งระบบให้ปลอดจากการทุจริต เพื่อให้รัฐวิสาหกิจเป็นองค์กรที่มีส่วนในการพัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง ไม่ใช่องค์กรผลาญชาติ

นายองอาจ กล่าวต่อไปว่า ในการสังคายนาองค์กรรัฐวิสาหกิจ มี 3 ส่วนสำคัญที่ควรดำเนินการคือ 1.ให้มีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ 2. ควรใช้วิธีการคัดเลือกสรรหาแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจด้วยระบบคุณธรรมอย่างเคร่งครัด และ3. การได้มาซึ่งประธานและกรรมการบอร์ดรัฐวิสาหกิจควรมีกระบวนการให้ได้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถทำประโยชน์ให้องค์กรอย่างแท้จริง นอกจากทำให้รัฐวิสาหกิจเป็นองค์กรที่ปลอดจากการโกงแล้ว ยังต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้นักการเมืองบางส่วน และผู้มีอำนาจเข้าไปใช้อำนาจหน้าที่ในการแสวงหาหาผลประโยชน์เกาะกินรัฐวิสาหกิจได้อีกต่อไป จึงขอฝากให้ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองและผู้เกี่ยวข้องช่วยกันทำให้รัฐวิสาหกิจปลอดจากคอร์รัปชัน ตนเชื่อมั่นว่าถ้ารัฐวิสาหกิจปลอดทุจริต ก็จะทำให้มีศักยภาพที่เข้มแข็ง เพื่อมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าอย่างแน่นอน

เพลิงไหม้ชุมชนริมคลองสอง

เพลิงไหม้บ้านย่านชุมชนริมคลองสอง วอด 4 หลัง

เพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ชุมชนริมคลองสอง ย่านสายไหม วอด 4 หลัง เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

เมื่อเวลา 02.00 น.วันที่ 29 มกราคม ร.ต.อ.วิษณุ แท่นทอง รอง สารวัตร (สอบสวน) สน.สายไหม รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ชุมชนริมคลองสอง ตรงข้ามหมู่บ้านศุภาลัย วิลล์ ถนนเลียบคลองสอง แขวงและเขตสายไหม กทม. จึงไปรุดตรวจสอบพร้อมประสานรถดับเพลิงจากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร อาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย จำนวน 4 คัน และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุพบเพลิงกำลังลุกไหม้บ้านไม้ชั้นเดียวปลูกติดกันจำนวนหลายหลัง ที่ปลูกสร้างอยู่ริมถนนเลียบคลองสอง เจ้าหน้าที่จึงระดมฉีดน้ำสกัดเพลิง ใช้เวลาประมาณ 20 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ จากการตรวจสอบพบมีบ้านเรือนประชาชนถูกเพลิงไหม้ไปจำนวน 4 หลังคาเรือน เบื้องต้นตรวจสอบไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

สอบสวนนาย ฉการ์จ เชื่อมีแรง อายุ 29 ปี ผู้พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 35/37 ซึ่งเป็นบ้านต้นเพลิง ให้การว่า ตนกำลังพักผ่อนอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวพร้อมญาติ รวม 14 คน โดยก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงคล้ายหม้อแปลงระเบิด จึงออกมาดูพบแสงเพลิงกำลังลุกไหม้บริเวณระเบียงหลังบ้านซึ่งเป็นที่ซักผ้า ตนจึงตะโกนบอกคนในบ้านให้รีบหนีออกมาจากบ้าน และพยายามช่วยกันเอาน้ำสาดแต่ไม่เป็นผล เปลวไฟรุนแรงขึ้นก่อนจะลุกลามไปบ้านข้างเคียง

ด้าน ร.ต.อ.วิษณุ กล่าวว่า เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่าต้นเพลิงเกิดจากบ้านเลขที่ 35/37 ก่อนลุกลามไปบ้านข้างเคียง เบื้องต้นคาดว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร เพราะด้านหลังบ้านเป็นคลอง หลังจากนี้ได้ประสานกองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ครั้งนี้ต่อไป

ดุสิตโพล แนะนักการเมือง

‘ดุสิตโพล’ แนะนักการเมืองลดทิฐิเคารพกฎหมาย

“ดุสิตโพล” เผยเดินหน้าปรองดอง “บิ๊กตู่” ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี รับฟังความคิดเห็นทุกฝ่าย ขณะที่นักการเมืองต้องลดทิฐิ เคารพกฎหมาย ไม่มุ่งเอาชนะ

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “คนไทยจะช่วยให้เกิดการปรองดองได้อย่างไร” โดยเมื่อถามว่าประชาชนคิดว่าความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ โดยแต่ละฝ่ายควรทำดังนี้

1. สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ควรทำคือ อันดับ 1 เป็นผู้นำในการสร้างความปรองดอง เป็นแบบอย่างที่ดี อันดับ 2 รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายโดยเฉพาะเสียงจากประชาชน อันดับ 3 ติดตามผลการดำเนินงาน ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้

2. สิ่งที่คณะรัฐมนตรี ควรทำคือ อันดับ 1 ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ มีจรรยาบรรณ ไม่ทุจริตคอรัปชั่น อันดับ 2 ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ อันดับ 3 ทุกกระทรวงทำงานสอดคล้อง เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

3. สิ่งที่นักการเมือง ควรทำคือ อันดับ 1 ลดทิฐิ เปิดใจ ไม่มุ่งเอาชนะกัน อันดับ 2 เคารพกฎหมาย ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ อันดับ 3 ร่วมแสดงความคิดเห็น และให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์

4. สิ่งที่ข้าราชการประจำ ควรทำคือ อันดับ 1 ตระหนักและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ อันดับ 2 ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา อันดับ 3 ให้ความร่วมมือในการสร้างความปรองดอง

5. สิ่งที่สื่อมวลชน ควรทำคือ อันดับ 1 นำเสนอข่าวการสร้างความปรองดองอย่างสร้างสรรค์ อันดับ 2 มีความเป็นกลาง ไม่เลือกข้าง ไม่ชี้นำ อันดับ 3 ไม่มุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ทางธุรกิจ

6. สิ่งที่ประชาชนคนไทย ควรทำคือ อันดับ 1 ต้องรักใคร่ สามัคคีกัน เคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน อันดับ 2 ปฏิบัติตนเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม เคารพกฎหมาย อันดับ 3 รับฟังข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติและมีวิจารณญาณ

อนึ่ง ผลสำรวจดังกล่าวมาจากความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,291 คน ระหว่างวันที่ 23-28 มกราคม 2560

สภาฯสั่งเช็คข้อมูลสินบนซีซีทีวี

สภาฯสั่งเช็คข้อมูลสินบนซีซีทีวี
สภาฯสั่งเช็คข้อมูลสินบนซีซีทีวี หลังกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลจ่ายสินบนแก่บุคคลที่อ้างตัวเป็นที่ปรึกษาโครงการติดตั้งกล้องซีซีทีวีในรัฐสภา

นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีกระทรวงยุติธรรม สหรัฐอเมริกา เปิดเผยข้อมูลการจ่ายสินบนแก่บุคคลที่อ้างตัวเป็นที่ปรึกษาโครงการติดตั้งกล้องซีซีทีวีในรัฐสภา ปี 2549 ว่า เพิ่งทราบข่าวจากสื่อมวลชน ตนยังไม่ทราบรายละเอียดโครงการดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องย้อนหลังไป 10 ปี จึงต้องขอตรวจสอบข้อมูลก่อน โดยจะเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบถามว่า เป็นโครงการที่หน่วยงานใดเสนอขึ้นมา มีการดำเนินการติดตั้งจริงหรือไม่ และสมัยนั้นใครเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น ยังไม่ได้ตัดสินใจ ต้องรอดูนโยบายของนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ว่า จะมีดำริอย่างไร ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นต่อหน่วยงาน ก็ต้องดำเนินการหาข้อเท็จจริง จะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

มั่นใจ สาวถึงผู้รับสินบน

มั่นใจ!! สาวถึงผู้รับสินบน
ยธ.มั่นใจได้ตัวไอ้โม่งรับสินบนต่างชาติ. รื้อสอบผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นทางยันปลายแถว ระบุการจัดซื้อวงเงินสูงเสี่ยงทุจริตทุกโครงการ สั่งป.ป.ท.เร่งศึกษาเสนอแนวทาง

29. ม.ค.60.-ยธ.มั่นใจได้ตัวไอ้โม่งรับสินบนต่างชาติ. รื้อสอบผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นทางยันปลายแถว ระบุการจัดซื้อวงเงินสูงเสี่ยงทุจริตทุกโครงการ สั่งป.ป.ท.เร่งศึกษาเสนอแนวทางแก้ไขต่อรัฐบาล

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กองกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม เผยแพร่เอกสารระบุข้อคิดเห็นของนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต่อข่าวทุจริตที่รัฐบาลต่างประเทศเปิดเผยในห้วงเวลาที่ผ่านมาว่า นายสุวพันธ์ุได้รับรายงานทุกข่าวแล้ว เมื่อพิจารณาทั้งภาพกว้างและภาพละเอียดแล้วพบว่า เรื่องราวทุจริตให้สินบนทั้งหมดเกิดขึ้นในอดีต ทางการต่างประเทศได้ลงโทษบริษัทเอกชนและบุคคลในต่างประเทศที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ในบ้านเราพวกที่รับสินบนไม่ว่านักการเมือง ข้าราชการ เอกชน ยังไม่ได้ถูกลงโทษ เรื่องนี้ต้องหาตัวผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งน่าจะไม่ยากนักเพราะทุกเรื่องราวระบุปีที่มีการสั่งซื้อของ ต้องมีหลักฐานเป็นเอกสารการจัดหา การจัดซื้อจัดจ้าง มีรายชื่อผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ต้องตรวจสอบได้จนพบผู้เกี่ยวข้องและข้อเท็จจริงต่างๆ ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ได้ประสานหน่วยตรวจสอบให้มีการดำเนินการแล้ว และกระทรวงยุติธรรมก็จะใช้ทุกช่องทางและอำนาจตามกฎหมายที่มีทำให้การตรวจสอบได้ความกระจ่างชัด และเสนอรัฐบาลโดยเร็ว

นายสุวพันธุ์ ระบุด้วยว่า บทเรียนที่สำคัญจากกรณีเหล่านี้คือ การจัดซื้อจัดจ้างมูลค่าสูงมากๆจากต่างประเทศมีความเสี่ยงสูงต่อการทุจริต และรายงานของหน่วยงานต่างประเทศทุกกรณีมีความคล้ายคลึงกันคือ การทุจริต จ่ายสินบน รับสินบน มีนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจคนไทยและต่างชาติ เกี่ยวข้องร่วมมือกัน รับเงินด้วยกัน มากน้อยต่างกันไป หน่วยตรวจสอบจึงต้องดูลึกลงไปว่าใครเป็นใคร ใครเกี่ยวข้องบ้าง สายสนกลในของแต่ละคนเชื่อมโยงไปถึงใครอื่นอีกบ้าง บัญชีธนาคารใดที่รับเงิน หรือนอมินีคนใดที่รับเงินแทน หรือจ่ายเงินสดให้กัน อีกทั้งต้องนำบทเรียนนี้มาป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก มีทั้งมิติการปลูกฝังจิตสำนึก การใช้ข้อกฎหมายที่มีออกมาตรการที่จำเป็น การกำชับทุกส่วนราชการให้เคร่งครัดในการจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจสอบโดยหน่วยตรวจสอบกลาง เรื่องเหล่านีรมว.ยุติธรรมได้หารือกับนายประยงค์. ปรียาจิตต์เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ( ปปท. )ในฐานะเลขานุการ ศอตช. ให้รีบรายงานรัฐบาล เพื่อระบุมาตรการที่รัฐบาลควรสั่งการเพิ่มเติม.